การตรวจสอบคุณภาพการเคลือบ Varnish ในมอเตอร์ ด้วยการวัดค่า tan δ ที่ความถี่ต่ำ

การตรวจสอบคุณภาพการเคลือบ Varnish ในมอเตอร์ ด้วยการวัดค่า tan δ ที่ความถี่ต่ำ

26/05/69 13:21 น.

การวัดค่า Dielectric Loss Tangent (tanδ) ที่ความถี่ต่ำด้วย LCR Meter ช่วยตรวจสอบคุณภาพการเคลือบ Varnish ของมอเตอร์ได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถแยกความแตกต่างระหว่าง Stator ที่เคลือบสมบูรณ์และเคลือบไม่เพียงพอ ผ่านค่าทางไฟฟ้า เช่น tanδ, Capacitance และ Insulation Resistance

การตรวจสอบคุณภาพการเคลือบ Varnish ในมอเตอร์ ด้วยการวัดค่า tan δ ที่ความถี่ต่ำ

มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานกล และถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถไฟ และระบบปรับอากาศ (HVAC)


ภายในมอเตอร์จะมี Stator ซึ่งประกอบด้วยขดลวดทองแดงที่พันรอบแกนเหล็ก โดยขดลวดเหล่านี้จำเป็นต้องมีฉนวนไฟฟ้าที่ดี เพื่อป้องกันไฟรั่ว ความเสียหาย และยืดอายุการใช้งานของมอเตอร์ หลังจากพันขดลวดแล้ว ผู้ผลิตจะทำการเคลือบวานิช (Varnish Impregnation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านฉนวนไฟฟ้า

varnish impregnation-01

Varnish ช่วยอะไรกับมอเตอร์

Varnish ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉนวนไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มช่องว่างภายในขดลวด ลดความชื้นและฝุ่น ลดการสั่นของขดลวด ป้องกันการเสื่อมสภาพของฉนวน และเพิ่มความแข็งแรงรวมถึงอายุการใช้งานของมอเตอร์ด้วย

หาก Varnish แทรกซึมเข้าไปไม่ทั่วถึง อาจทำให้เกิดช่องอากาศภายในขดลวด ซึ่งส่งผลให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมเร็ว และอาจเกิดไฟรั่วหรือความเสียหายในอนาคตได้


วิธีเคลือบมี 2 แบบ:

  1. Trickle impregnation เป็นการจุ่มหรือปล่อย Varnish ไหลผ่านขดลวดโดยตรง

  2. Vacuum impregnation เป็นการดูดอากาศออกจากขดลวดก่อน แล้วจึงอัด Varnish เข้าไป ทำให้ Varnish ซึมเข้าไปได้ลึกและทั่วถึงมากกว่า

วิธีการตรวจสอบด้วยค่า tan δ

โดยทั่วไป การตรวจสอบคุณภาพฉนวนของมอเตอร์จะใช้การวัดค่า “Dielectric Loss Tangent” หรือค่า “tan δ”

ค่า tan δ เป็นค่าที่ใช้บอกระดับการสูญเสียพลังงานของฉนวนไฟฟ้า เมื่อมีการจ่ายไฟ AC เข้าไปยังขดลวดของมอเตอร์

สูตรการคำนวณคือ tan δ = 1/2πfCRp

โดย:

  • f = ความถี่

  • C = ค่าความจุไฟฟ้า

  • Rp = ค่าความต้านทานฉนวน

ค่า tan δ ใช้บอกถึงการสูญเสียของฉนวนไฟฟ้า ถ้าค่าดังกล่าวเปลี่ยนแปลง แสดงว่าคุณภาพของฉนวนแตกต่างกัน

ทำไมการวัดที่ความถี่ต่ำจึงสำคัญ

เครื่องวัดทั่วไปมักใช้ความถี่ 50 หรือ 60 Hz แต่จากการทดลองของ HIOKI พบว่า หากลดความถี่ลง เช่น วัดที่ 10 Hz จะทำให้เห็นความแตกต่างของสภาพการเคลือบ Varnish ได้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเมื่อความถี่ต่ำลง ค่า tan δ จะเปลี่ยนแปลงได้ชัด ทำให้สามารถแยกได้ง่ายว่ามอเตอร์ตัวใดเคลือบ Varnish สมบูรณ์ หรือ มอเตอร์ตัวใดมีการเคลือบไม่เพียงพอ

การทดสอบด้วยเครื่องวัด LCR Meter

HIOKI ได้ทดลองกับ Stator แบบ Vacuum Impregnation จำนวน 2 ตัว ได้แก่

  1. ตัวอย่างที่เคลือบ Varnish สมบูรณ์

  2. ตัวอย่างที่เคลือบ Varnish ไม่เพียงพอ

Varnish Impregnation-02

หลังจากนั้น ทำการวัดค่า tan δ ระหว่างขดลวด (Coil) และแกนเหล็ก (Core) โดยใช้เครื่อง LCR Meter รุ่น IM3533


ผลการทดสอบพบว่า ตัวอย่างที่เคลือบ Varnish อย่างสมบูรณ์มีค่า tan δ, Insulation Resistance (IR) และ Rp สูงกว่าตัวอย่างอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้ LCR Meter ในการตรวจสอบคุณภาพการเคลือบ Varnish ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Varnish Impregnation-03

ทำไมเมื่อมี Varnish มากขึ้น ค่า tan δ ถึงเพิ่มขึ้น

อากาศมี dielectric constant ต่ำ ประมาณ 1

แต่ Varnish มี dielectric constant ประมาณ 2.8


เมื่อ Varnish เข้าไปแทนที่อากาศภายในขดลวด ค่า Capacitance จะเพิ่มขึ้น และค่า tanδ ก็จะเปลี่ยนตาม ดังนั้นจึงสามารถใช้วิธีนี้ในการวิเคราะห์คุณภาพของการเคลือบได้

Varnish Impregnation-04


สินค้าที่เกี่ยวข้อง: LCR meter


HIOKI-Authorized-Distributor

LEGA Corporation Ltd.

1/28-29 อาคารบางนาธานี ชั้น 14 ห้อง เอ, บี 1 ซอยบางนา-ตราด 34

ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260

Working Hour: Monday - Friday 8:30 am. - 17:30 pm.

TEL : 02-746-9933 ,Fax : 02-746-9940

LINE ID: @lega

กด 1 ฝ่ายขาย

กด 35 ฝ่าย Service


คำถามที่พบบ่อย

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้า/บทความ สอบถามชุมชนหรือผู้เชี่ยวชาญของเรา

ข้อมูลในหน้านี้ถูกต้องและเป็นประโยชน์หรือไม่?

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

ปรึกษาเจ้าหน้าที่

Sukitool.comเวลาทำการ 8.30 - 17.30 น.

ขณะนี้อยู่นอกเวลาทำการ หากสนใจสินค้าตัวไหนหรือมีข้อสอบถามใด ๆ สามารถกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง ทางเจ้าหน้าที่จะรีบติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด

ตัวเลือก

※จำเป็น

※จำเป็น

※จำเป็น

※จำเป็น